วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556





  
แง่คิดดีๆ ในการใช้ชีวิต:
Think Good & Live Happily

อย่าเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับของคนอื่นเพราะคุณไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมาพวกเขาเจออะไรมาบ้าง
Don't compare your life to others. You have no idea what their journey is all about.


อย่าเพิ่งมีความคิดที่ไม่ดีในสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ แต่จงใช้พลังงานของคุณในการคิดถึงแต่สิ่งดีๆแทน

Don't have negative thoughts or things you cannot control. Instead,
invest your energy in the positive present moment.

อย่าทำอะไรเกินตัว ต้องมีลิมิตของตัวเอง
Don't over do. Keep your limits.


อย่าซีเรียสกับชีวิตให้มากนัก
Don't take yourself so seriously. No one else does.


อย่าเสียเวลาอันมีค่าของคุณไปกับการนินทาชาวบ้าน
Don't waste your precious energy on gossip.


จงฝันในขณะที่คุณตื่นให้มากขึ้น
Dream more while you are awake.


ความอิจฉาเป็นเรื่องเสียเวลา คุณจะอิจฉาไปทำไมในเมื่อคุณก็มีทุกสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว
Envy is a waste of time. You already have all you need.

จงลืมๆเรื่องในอดีตไปเสียบ้าง และอย่าขุดเรื่องผิดพลาดของเพื่อนและคนใกล้ตัวคุณขึ้นมาพูดอีก
เพราะมันจะทำลายความสุขในปัจจุบันของคุณ
Forget issues of the past. Don't remind your partner with his/her mistakes of the past.


ชีวิตคนนั้นแสนสั้น ฉะนั้นอย่าได้เกลียดใครให้เสียเวลาเลย
Life is too short to waste time hating anyone. Don't hate others.

จงสร้างสันติภาพกับอดีตของคุณ แล้วมันจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายคุณในปัจจุบัน

Make peace with your past so it won't spoil the present.


ไม่มีใครควบคุมความสุขของคุณได้ ตัวคุณเองนั่นแหละ
No one is in charge of your happiness except you.


ระลึก ไว้เสมอว่าชีวิตเราก็เหมือนโรงเรียน เรามีชีวิตอยู่ก็เพื่อเรียนรู้
ปัญหาต่างๆก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในบทเรียนซึ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่วิชาที่คุณได้เรียนรู้นั้นมันจะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต
Realize that life is a school and you here to learn.
Problems are simply part of the curriculum that appear and fade away like algebra class but the lessons you learn will last a lifttime.

ยิ้มและหัวเราะให้มากๆ
Smile and laugh more.


คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกการโต้แย้ง จงยอมรับในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยเสียบ้าง
You don't have to win every argument. Agree to disagree.

ที่มา : http://juan-a-tochi.blogspot.com/2009/05/think-good-live-happily.html

Think Good & Live Happily

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ถ้วยยูเรก้า...มหัศจรรย์อุปกรณ์วิทยาศาสตร์

ถ้วยยูเรก้า...มหัศจรรย์อุปกรณ์วิทยาศาสตร์

                         ถ้วยยูเรก้า 

อุปกรณ์

1. กระป๋อง เช่น กระป๋องนม กระป๋องเบอร์ดี้ ฯ
2. หลอด หรือ พลาสติกแข็งๆที่มีรู
3. สก็อดเทปสี
4. ตะปู ไว้สำหรับเจาะ
5. มีด

วิธีการทำ

1. นำมีดมากรีดบริเวณปากกระป๋องที่ได้เตรียมไว้
2. เจาะรูบริเวณส่วนบนของกระป๋องด้วยตะปู แล้วนำหลอด หรือพลาสติกมาใส่ที่รู
3. นำสก็อดเทปสี มาพันรอบกระป๋อง 
4. ตกแต่งให้ด้วยสวยงาม

ประโยชน์
       เพื่อทราบปริมาตรของน้ำที่เราชั่ง

วิธีการนำมาใช้

-ใส่น้ำเข้าให้เต็ม เอามืออุดทางออกของน้ำไว้ก่อน
-วางมันบนพื้นระดับ แล้วปล่อยให้น้ำไหลไปจนระดับน้ำพอดีกับปากทางออกของน้ำ
-รองภาชนะรับน้ำไว้บริเวณปลายทางออกน้ำของกระบอก
-ค่อยๆใส่วัตถุที่ต้องการทดลองลงไปช้าๆ
-เมื่อใส่วัตถุเสร็จ รอจนน้ำหยุดไกลจากปลายทางออก วัดปริมาตรน้ำที่ไหลออกมาและนำไปคำนวณต่อ



ถ้วยยูเรก้า ,,,มหัศจรรย์อุปกรณ์วิทยาศาสตร์
         อุปกรณ์ที่แสนจะหาง่าย วิธีการทำก็ง่ายๆๆ  ใครที่สนใจอุปกรณ์ชิ้นนี้ สามารถทำเองได้โดยไม่ต้องพึงใคร..........................


วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สิ่งมีชีวิต คือ อะไร ?

สรุป บทเรียนวันที่ 01/07/56
         
            สิ่งมีชีวิต คืออะไรนะ.....
หลายคนอาจจะส่งสัยกับคำถาม  แต่บ้างคนไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งมีชีวิตคืออะไร ทั้งๆที่เราเป็นมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน  งั้นเรามาหาคำตอบกันเลยว่าสิ่งมีชีวิตคืออะไร

         สิ่งมีชีวิต  คือ สิ่งที่สามารถใช้สสารและพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเพื่อให้กระบวนการภายในดำเนินไปและดำรงอยู่ได้ และเมื่อดำรงอยู่ได้แล้วจะมีกระบวนการให้ดำรงอยู่ต่อไปได้โดยการสร้างสมาชิกที่เหมือนเดิมขึ้นหรือการสืบพันธ์

 สิ่งมีชีวิต ต้องมีลักษณะต่างๆ ดังนี้
  1. แมแทบอลิซึม
  2. การสืบพันธ์
  3. มีการเจริญเติบโต
  4. มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  5. มีการเคลื่อนไหว
  6. ต้องการสารอาหารและพลังงาน
  7. มีอัตลักษณ์
  8. การหายใจ
  9. อายุขัย
  10. พันธุกรรม
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
การจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต 
            พิจารณาจากความใกล้ชิดกันทางวิวัฒนาการเป็นหลัก มีการจัดหมวดหมู่ จากหมวดใหญ่ไปหาหมวดย่อยๆดังนี้
   kingdom ( อาณาจักร )
              phylam  (จำพวก )
                        class (ชั้น )
                                oder (ลำดับ )
                                       family  (วงค์ ) 
                                               genus (สกุล )
                                                        spccies (ชนิด )





kingdom biology
อาณาจักรของสิ่งมีชีวิต

วิทเทเคอร์ (R.H. WHITAKER) จำแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น 5อาณาจักร คือ 
  1. อาณาจักรมอเนอรา
  2. อาณาจักรโปรติสตา
  3. อาณาจักรพืช
  4. อาณาจักรฟังใจ
  5. อาณาจักรสัตว์

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บันทึกการเรียนรู้


สรุป  lab science  วันที่ 21 / 06 /56

     วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาทำการทดลอง องค์ประกอบของเซลล์ โดยมีกล้องจุลทรรศน์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูเซลล์พืช และเซลล์สัตว์  ในการทดลองเราเห็นอะไรบ้างนะ....

 จากการดูเซลล์พืชว่านกาบหอย

ว่านกาบหอย
 

ผลการทดลอง


ผลจากการดูเซลล์พืชว่านกาบหอย สามารถสรุปพอสังเขปได้ดังนี้

       เซลล์ว่านกาบหอย มีทั้งรูปร่างสี่เหลี่ยมและรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว เรียกว่า เซลล์คุม มีเม็ดคลอโรพลาสต์จำนวนมากภายในเซลล์

เมื่อศึกษาเซลล์ว่านกาบหอยแล้ว  แน่นอนเราต้องทำความรู้จักองค์ประกอบของเซลล์พืชกัน ว่ามีองค์ประกอบอะำไรบ้าง ........


องค์ประกอบของเซลล์พืช  มีดังนี้ .........

รูปองค์ประกอบของเซลล์พืช


จากการดูเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม




เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม จัดเป็นเซลล์สัตว์

ผลจากการดูเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม สามารถสรุปได้ว่า

เซลล์เยื่่ยบุข้างแก้ม มีรูปร่างหลายเหลี่ยมแบนบาง ใส เมื่อย้อมสีจะเห็นองค์ประกอบที่ชัดเจนคือ นิวเคลียสขนาดใหญ่ มีเยื่อหุ้มเซลล์ ไซโตพลาสซึม แต่ออร์กาแนลอื่นไม่สามารถมองเห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง

ในเมื่อศึกษาเซลล์สัตว์แล้ว มาดูกันเลยว่าองค์ประกอบของเซลล์สัตว์มีอะำไรบ้าง............................



รูปองค์ประกอบของเซลล์สัตว์



ปล. โลกนี้มีอะไรอีกเยอะที่จะให้เราได้ศึกษามากมาย  จากสิ่งที่เล็กที่สุดนั้นคือเซลล์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เล็กที่สุดที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เราก็สามารถศึกษาได้ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย  และสิ่งที่ใหญ่ที่สุด ที่เราคิดว่าใหญ่อย่างเช่่นดวงอาทิตย์เราก็สามาุรถศึกษาได้เช่นกัน

จงเปลียนแปลงตัวเองไปสู่การศึกษาหาความรู้







วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สรุป บทเรียน วันที่ 17/06/56  

        วิทยาศาสตร์เริ่มต้นจากจุดเล็กๆนั่นคือ การสังเกต การสังเกตเป็นเหตุให้นำไปสู่การตั้งปัญหา  เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น มันก็จะเดินตามกระบวนทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อเท็จจริงเราจึงเรียกได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์

        กระบวนทางวิทยาศาสตร์  มีดังนี้
1. ตั้งปัญหา หลักการคือ ต้องสัมพันธ์กับข้อมูลที่มีอยู่
2. ตั้งสมมติฐาน หลักการคือ ต้องสัมพันธ์กับปัญญา
3. ตรวจสอบสมมติฐาน  โดยจะมีตีวแปรต้น, ตัวแปรตาม, ตัวแปลควบคุม
4. ทดลอง
5. สรุปผลการทดลอง ผลทดลองจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องสรุปผลตามผลจากการที่ได้ทดลอง โดยไม่เกินขอบเขตของปัญหา



กล้องจุลทรรศน์
       กล้องจุลทรรศน์ เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาตร์ ใช้สำหรับมองดูสิ่งที่มีขนาดเล็ก ซึ่งตาไม่สามารถมองเห็นสิ่งนั้นได้ สามารถจำแนกได้เป็น 2 แบบ

1.กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ( light microcope)  มีอากาศในลำแสงกล้อง ได้ภาพเสมือนมุมกลับ
2.กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ( electron  microscope)  ส่องได้เฉพาะสิ่่งที่ไม่มีชีวิต ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ  คือ 
  2.1 แบบส่องกราด SEM ใช้คึกษาโครงสร้าง 3 มิติ
  2.2 แบบส่องผ่าน TEM ใช้ศึกษาโครงสร้าง 2 มิติ







STEM Literacy

STEM Literacy

          ผมได้ยินคนไทยพูดบ่อยๆ ว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนทำมาหากินกับธุรกิจบริการ มากกว่าอุตสาหกรรมการผลิต (manufacturing)   การเรียนด้านวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นน้อยลง   ผมคิดว่าคำกล่าวนั้น มาจากความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง
          บทบรรณาธิการเรื่อง What is STEM Education? ในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๒๗ ส.ค. ๕๓ บอกชัดเจนว่า ความรู้ด้าน STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) เป็นความรู้พื้นฐานสำหรับคนทุกคน   สังคมใดผู้คนมีความรู้พื้นฐานด้าน STEM สูง สังคมนั้นจะรุ่งเรืองหรือมีอารยธรรมสูง   เพราะจะทำให้พลเมืองมีสติปัญญาสูง   เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในมิติที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยง   เข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวทำงานหรือทำหน้าที่ของมันอย่างไร   เกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกันอย่างไร 
          ในสหรัฐอเมริกา เขาระบุว่าต่อไปนี้ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี จะต้องให้เด็กเรียนวิชาทั้ง ๔ นี้ทุกชั้นปี ตลอดเวลา ๑๒ ปี 
          โปรดสังเกตว่า แม้เด็ก ป. ๑ ก็ต้องเรียนวิชาวิศวกรรมศาสตร์   เพื่อปูพื้นฐานการคิดอย่างเป็นระบบ   และปูพื้นฐานกระบวนการออกแบบ
          ความรู้ทั้ง ๔ ด้านของ STEM นี้ จะช่วยสร้างรากฐานไปสู่ทักษะสำคัญสำหรับพลเมืองในศตวรรษที่ ๒๑ อันได้แก่ ความสามารถในการปรับตัว (adaptability)   ความสามารถในการสื่อสารอย่างซับซ้อน (complex communication)   ทักษะด้านสังคม (social skills)   การแก้ปัญหาที่ไม่พบบ่อย (non-routine problem solving)   การจัดการตนเอง (self management)   และการคิดกระบวนระบบ (systems thinking)
         นอกจากนั้น ความรู้ด้าน STEM จะช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้นในด้าน สุขภาพของตนเอง   ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน   คุณภาพสิ่งแวดล้อม   การใช้ทรัพยากร   และความมั่นคงของชาติ   ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการมุมมองทั้งจากบริบทของส่วนย่อย เช่นเกี่ยวกับตนเอง ไปจนถึงมุมมองในระดับโลก
          นี่คือวิธีมองการศึกษา เพื่อสร้างคนสำหรับศตวรรษที่ ๒๑   ที่ต้องมีมุมมองต่อวิทยาศาสตร์อย่างซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม   จากวิทยาศาสตร์ กลายเป็น STEM

วิจารณ์ พานิช
๒๗ ส.ค. ๕๓