วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีเตรียมสอบให้พร้อมทีสุด

                          

สอบอีกแล้ว... อย่าวิตกกันไปเลย 



เรามาเตรียมตัวลงสู่สนามสอบกันดีกว่า.....

ก่อนการสอบ
1. ทบทวน ท่อง ทฤษฎีบทหรือนิยาม ของบทเรียนที่จะมีการสอบ ให้ได้อย่างขึ้นใจ ชนิดที่ว่าแม้พิสูจน์โจทย์ข้อสอบนั้นไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถแสดงความสัมพันธ์ของโจทย์กับทฤษฎีบทหรือนิยามนั้นๆ ให้อาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบอ่านได้อย่างถูกต้อง รับรองว่าต้องได้คะแนนข้อนั้นอย่างแน่นอน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับลายมือผู้สอบจะเขียนได้สวยแค่ไหน
2. ทบทวนแบบฝึกหัดทุกข้อ ที่อาจารย์ผู้สอนชอบย้ำนักหนาในห้องว่า "ข้อสอบก็ออกในแนวนี้ละ" หรืออาจารย์บางท่านก็พูดย้ำตรงๆ เลยว่า "ข้อนี้ออก............นะ" ดังนั้นเวลาเรียนถ้าเจออาจารย์พูดแบบนี้ ก็อย่าลืมเอาปากกาแดงทำ * กา ไว้ที่แบบฝึกหัดข้อนั้นให้ใหญ่ๆ เลยทีเดียว รับรองไม่พลาด ถ้าข้อไหนทวนหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ให้ฝึกเขียนหลายๆครั้ง จนจำขึ้นใจ
3. เตรียมอุปกรณ์เครื่องเขียนที่จะใช้ในการสอบให้พร้อม ข้อนี้สำคัญมากกกกกกนะเพราะจะได้ไม่ต้องไปยืมาชวบ้านเค้า และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำทำใจให้ผ่องใส อย่าลืมสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิทำใจนิ่งๆว่างๆก่อนนอนสัก 5 นาที จะทำให้ใจสงบและหลับอย่างเป็นสุข พร้อมจะเผชิญอุปสรรค ของวันใหม่
 
4. ตื่นนอนตี 5 ของวันใหม่ ล้างหน้าล้างตาให้สดใส ทบทวนเนื้อหาทั้งหมด ตลอดจนทฤษฎีบท แบบฝึกหัด (ที่ทบทวนไปเมื่อวาน) โดยอ่านแบบผ่านๆ สายตา ความเงียบสงบของเช้าตรู่จะช่วยให้จำได้ดี
 
5. ถึงหน้าห้องสอบก่อนเวลา สัก 10 นาที ตรวจเลขที่นั่งสอบของตนเองให้เรียบร้อย และไม่ต้องสนใจที่จะถกปัญหาเรื่องโจทย์กับใคร ตลอดจนไม่อ่านหนังสือ หรือทบทวนอะไรในหัวสมองอีก ทำใจให้เบิกบานว่างๆ ไม่สนใจคนรอบข้าง
 
6. เมื่อ ผู้คุมสอบเรียกเข้าห้อง เข้านั่งประจำโต๊ะ วางอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องเขียนในทิศทางที่หยิบใช้ได้ง่าย นั่งตัวตรงทำใจว่างๆ เตือนสติตนเองอีกครั้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่พยายาม "ทุจริต" ด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะนั้นเท่ากับเราหมดภูมิและพยายามฆ่าตัวตายชัดๆ
 
7. รอกรรมการแจกข้อสอบ หรือถ้าข้อสอบวางคว่ำอยู่บนโต๊ะแล้ว ให้รอคำสั่งเปิดข้อสอบ เมื่อเวลาสัญญานเริ่มทำการสอบดังขึ้นขณะทำการสอบจากนั้น..........
1. เปิดข้อสอบเมื่อได้รับคำสั่ง ตรวจสอบเวลาทำการสอบรวมกี่ชั่วโมงที่หัวข้อสอบให้แน่ชัด เสร็จแล้วเขียนชื่อ/นามสกุล ชั้น/ห้อง เลขที่ประจำตัว เลขที่สอบให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันให้ฟังกรรมการผู้คุมสอบไปด้วยว่า มีคำสั่งแก้ไขข้อสอบหรือไม่ ถ้ามีให้พลิกข้อสอบ ไปทำการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงกลับมาเขียนข้อมูลส่วนตัวบนหัวกระดาษคำตอบให้เรียบร้อย
 
2. พลิกดูข้อสอบทั้งหมดมีกี่ข้อ เป็นปรนัยกี่ข้อ อัตนัยกี่ข้อ คำนวณเวลาที่มี โดยปกติข้อสอบอัตนัย 1 ข้อ จะใช้เวลามากกว่าปรนัยประมาณ 3 เท่า ว่าควรจะใช้เวลาคิดได้ข้อละกี่นาที และเหลือเวลาไว้ตรวจสอบคำตอบทั้งหมดในตอนท้ายประมาณ 10 นาที เพราะผู้ออกข้อสอบจะคำนึงถึงเวลาที่ให้กับความยากง่ายของข้อสอบเสมอ
 
3. เมื่อได้เวลาเฉลี่ยต่อข้อในการทำข้อสอบแล้ว พลิกข้อสอบดูคร่าวๆ ตั้งแต่ข้อ 1 ไปถึงข้อสุดท้ายอีกครั้ง เพื่อดูว่าข้อสอบข้อใดบ้างง่ายสำหรับเรา ให้ลงมือทำเลยโดยไล่จากข้อสอบแบบปรนัยไปแบบอัตนัย
 
4. อ่านคำสั่งให้เข้าใจว่าแต่ละส่วนของข้อสอบเขา ให้เราตอบอย่างไร ให้วงกลม กากะบาด หรือเติมคำตอบสั้นๆ จับคู่ หรือแสดงวิธีทำ มีผู้เข้าสอบเป็นจำนวนมากต้องเสียใจกับความผิดพลาด เพราะละเลย ไม่อ่านคำสั่งให้ดี เกี่ยวกับการแสดงคำตอบที่ถูกต้องมามากต่อมากแล้ว
 
5. เริ่มทำข้อสอบที่ยากจากข้อแรกไปตามลำดับ อย่าลืม "การวิเคราะห์โจทย์อย่างมีประสิทธิภาพ" จะช่วยให้วางแผนในการคิดหาคำตอบในแต่ละข้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
 
6. ข้อไหนคิดจนหมดเวลาเฉลี่ยแล้วให้ผ่านไปก่อน คิดข้ออื่นต่อไป ถ้ามีเวลาเหลือแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ แต่อย่าลืมจะต้องคงเวลาประมาณ 10 นาทีไว้ตอนท้ายสำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของการทำข้อสอบเสมอ
 
7. อย่าเขียนสูตร ทฤษฎีบท นิยาม หรือวิธีคิดใดๆ ไว้บนมือขณะอยู่ในห้องสอบ เพราะจะทำให้เกิดปัญหากับกรรมการคุมสอบได้ง่ายที่สุด ถ้าจำเป็นควรเขียนบนกระดาษทดที่กรรมการคุมสอบแจกมา
 
8. สำหรับข้อสอบแบบอัตนัย ให้เขียนวิธีทำด้วยลายมือที่อ่านง่าย ชัดเจน ได้รูปแบบของการทำโจทย์คณิตศาสตร์ ในชั้นเรียน (ไม่ใช้รูปแบบจากการเรียนพิเศษ ซึ่งนั่นควรเขียนเก็บไว้เพื่อความเข้าใจของตนเองเท่านั้น) เพราะคำตอบที่อ่านง่ายตั้งใจเขียน แม้จะตกหล่น ขาดเกินไปบ้าง ก็ชนะใจผู้ตรวจข้อสอบในเรื่องการให้คะแนนมามากต่อมากแล้ว
 
9. ใช้เวลาช่วง 10 นาทีสุดท้าย ตรวจสอบคำตอบที่เราทำมาทั้งหมด ดูว่าเราทำตกหล่น เผลอเลอ ลืมอะไรตรงไหนอีกหรือไม่ มีผู้สอบที่พลาดการได้คะแนน เพราะความเผลอเลอ ลืม ไม่รอบครอบ ทำให้เสียคะแนน อดได้คะแนน หรือไม่ได้รับการคัดเลือก หรือแพ้เขาเพียง 1 คะแนน มามากต่อมากแล้ว (ใช้เวลาในการคิดจนหมดไม่มีเวลาทบทวน) แต่ อย่าทบทวนในลักษณะคิดวกไป วนมา แก้ไขหลายครั้งแบบสับสนจนทำให้ข้อถูก กลายเป็นข้อผิด เพราะขาดความมั่นใจในตัวเอง ฉะนั้นทุกข้อที่ทำไปแล้วให้ทบทวนเพียงครั้งเดียว
 

10. ส่งกระดาษคำตอบให้กรรมการผู้คุมสอบเมื่อตรวจทานเสร็จหรือได้ยินสัญญานหมดเวลาสอบ ขณะส่งกระดาษให้เหลือบดูที่หัวกระดาษคำตอบสักนิดว่าเขียน ชื่อ/นาม สกุล เลขที่สอบหรือเลขประจำตัว เรียบร้อยแล้วหรือไม่ เพราะยังแก้ไขได้ทัน แต่ถ้าส่งกระดาษ คำตอบไปแล้ว อย่าไปคว้ากลับมาแก้ไขด้วยเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้รับการทวงถามจากกรรมการผู้คุมสอบ

ขอขอบคุณที่มา เด็กดี.คอม


       ตอนนี้..ยังไม่สายที่จะเตรียมตัวสอบ ตราบใดที่การสอบยังไม่สิ้นสุด.....  เป็นกำลังใจให้ทุกคนอ่านหนังสือนะคะ        สู้สู้.........................................................................................................................


อย่าให้สมองอยู่ว่างขวางความทรุดโทรม

อย่าให้สมองอยู่ว่างขวางความทรุดโทรม



คนที่ไม่ปล่อยให้สมองว่าง หมั่นอ่านและเขียนหนังสือ สมองจะเสื่อมช้าลงเมื่อตอนแก่ตัว อายุ 80 ปี ยังทดสอบความจำได้ดีอยู่เลย ทำให้เชื่อได้ว่า การระวังรักษาการปฏิบัติตัว ช่วยให้ความจำเสื่อมช้าได้
คณะนักวิจัยสหรัฐฯ ได้รายงานในวารสาร “ประสาทวิทยา” ว่า ได้ศึกษากับผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจำนวน 294 คน โดยการทดสอบความจำและความคิดประจำทุกปี ติดต่อกันจนกระทั่งตาย อยู่นานประมาณ 6 ปี พบว่าคนเหล่านี้ผู้ที่เขียนและอ่านอยู่ประจำ ความจำจะเสื่อมช้ากว่าปกติร้อยละ 32 ขณะคนที่อ่านและเขียนน้อยกว่าเฉลี่ย สมองจะเสื่อมเร็วกว่ากันร้อยละ 42
ดร.โรเบิร์ต วิลสัน ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัช ที่นครชิคาโก หัวหน้านักวิจัย ชี้แจงว่า ถึงแม้จะไม่ได้หมายความถึงขนาดว่าการใช้สมองจะป้องกันสมองไม่ให้เสื่อมได้ แต่ก็ใกล้เข้าไปแล้ว และบอกแนะนำว่า คนเราควรจะเลือกทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นและท้าทายที่ชอบ ควรจะทำไปจนแก่จนเฒ่า”.

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การทดลองการคายน้ำของพืช

สรุป การคายน้ำ

การทดลองการคายน้ำของพืช



อุปกรณ์
1. ขวดน้ำ
2. ถุงพลาสติก
3. มีด หรือกรรไกรตัด
4. ยางเส้น
5. กิ่งไม้ 3 ชนิด  ชนิดละ 3 กิ่ง
6. วาสลีน
7. น้ำกลั่น

วิธีการทดลอง
1. ใส่น้ำกลั่นลงในขวดน้ำ  แล้วนำยางเส้นมาครอบขวดให้อยู่ในระดับเดียวกับน้ำ
2. นำกิ่งไม้ 3 ชนิดทีได้เตรียมไว้ มาตัดใบทิ้ง  โดยให้กิ่งไม้หนึ่งกิ่งในแต่ละชนิดมีใบมากสุด และลดจนเหลือน้อยที่สุด ของกิ่งไม้แต่ละชนิด
3. นำกิ่งไม้ที่มีใบมากที่สุด มาทาวาสลีน เพื่อปิดปากใบ
4. นำกิ่งไม้ทั้งหมดที่ได้เตรียมไว้  ครอบถุงพลาสติก แล้วก็นำไปแช่ในขวดน้ำ
5. นำยางเส้นมาครอบที่ปากขวดน้ำให้ติดถุงพลาสติก หลังจากนั้นนำไปตั้งไว้กลางแดด พร้อมสังเกตการเปลี่ยนแปลง

ผลการทดลอง

จากการทดลอง เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง  กิ่งไม้ที่ถูกแช่ในขวดน้ำ เริ่มที่จะมีการคายน้ำออก วัดจากการลดของน้ำในขวด จะสังเกตได้ว่า กิ่งไม้ที่มีใบน้อยกับกิ่งไม้ที่มีใบมาก จะมีการคายน้ำที่แตกต่างกัน กิ่งที่มีใบมากจะมีการคายน้ำได้ดีกว่า กิ่งที่มีใบน้อย  และจากการสังเกตใบที่ทาวาสลีน  ถึงแม้จะมีใบมากสุด  แต่ผลการคายน้ำ ถือว่ามีการคายน้ำได้น้อย เนื่องจากวาสลีน จะไปปิดที่ปากใบ จึงทำให้เกิดการคายน้ำได้น้อย

สรุปผลการทดลอง

 แสงเป็นตัวช่วยให้เกิดการคายน้ำของพืชออกจากใบ  และการที่พืชจะคายน้ำได้ดีนั้นจะต้องไม่มีอะไรมาปิดที่ปากใบของพืช เพราะ หากมีอะไรมาปิดปากใบจะทำให้พืชคายน้ำไม่สะดวก

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556





  
แง่คิดดีๆ ในการใช้ชีวิต:
Think Good & Live Happily

อย่าเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับของคนอื่นเพราะคุณไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมาพวกเขาเจออะไรมาบ้าง
Don't compare your life to others. You have no idea what their journey is all about.


อย่าเพิ่งมีความคิดที่ไม่ดีในสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ แต่จงใช้พลังงานของคุณในการคิดถึงแต่สิ่งดีๆแทน

Don't have negative thoughts or things you cannot control. Instead,
invest your energy in the positive present moment.

อย่าทำอะไรเกินตัว ต้องมีลิมิตของตัวเอง
Don't over do. Keep your limits.


อย่าซีเรียสกับชีวิตให้มากนัก
Don't take yourself so seriously. No one else does.


อย่าเสียเวลาอันมีค่าของคุณไปกับการนินทาชาวบ้าน
Don't waste your precious energy on gossip.


จงฝันในขณะที่คุณตื่นให้มากขึ้น
Dream more while you are awake.


ความอิจฉาเป็นเรื่องเสียเวลา คุณจะอิจฉาไปทำไมในเมื่อคุณก็มีทุกสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว
Envy is a waste of time. You already have all you need.

จงลืมๆเรื่องในอดีตไปเสียบ้าง และอย่าขุดเรื่องผิดพลาดของเพื่อนและคนใกล้ตัวคุณขึ้นมาพูดอีก
เพราะมันจะทำลายความสุขในปัจจุบันของคุณ
Forget issues of the past. Don't remind your partner with his/her mistakes of the past.


ชีวิตคนนั้นแสนสั้น ฉะนั้นอย่าได้เกลียดใครให้เสียเวลาเลย
Life is too short to waste time hating anyone. Don't hate others.

จงสร้างสันติภาพกับอดีตของคุณ แล้วมันจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายคุณในปัจจุบัน

Make peace with your past so it won't spoil the present.


ไม่มีใครควบคุมความสุขของคุณได้ ตัวคุณเองนั่นแหละ
No one is in charge of your happiness except you.


ระลึก ไว้เสมอว่าชีวิตเราก็เหมือนโรงเรียน เรามีชีวิตอยู่ก็เพื่อเรียนรู้
ปัญหาต่างๆก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในบทเรียนซึ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่วิชาที่คุณได้เรียนรู้นั้นมันจะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต
Realize that life is a school and you here to learn.
Problems are simply part of the curriculum that appear and fade away like algebra class but the lessons you learn will last a lifttime.

ยิ้มและหัวเราะให้มากๆ
Smile and laugh more.


คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกการโต้แย้ง จงยอมรับในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยเสียบ้าง
You don't have to win every argument. Agree to disagree.

ที่มา : http://juan-a-tochi.blogspot.com/2009/05/think-good-live-happily.html

Think Good & Live Happily

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ถ้วยยูเรก้า...มหัศจรรย์อุปกรณ์วิทยาศาสตร์

ถ้วยยูเรก้า...มหัศจรรย์อุปกรณ์วิทยาศาสตร์

                         ถ้วยยูเรก้า 

อุปกรณ์

1. กระป๋อง เช่น กระป๋องนม กระป๋องเบอร์ดี้ ฯ
2. หลอด หรือ พลาสติกแข็งๆที่มีรู
3. สก็อดเทปสี
4. ตะปู ไว้สำหรับเจาะ
5. มีด

วิธีการทำ

1. นำมีดมากรีดบริเวณปากกระป๋องที่ได้เตรียมไว้
2. เจาะรูบริเวณส่วนบนของกระป๋องด้วยตะปู แล้วนำหลอด หรือพลาสติกมาใส่ที่รู
3. นำสก็อดเทปสี มาพันรอบกระป๋อง 
4. ตกแต่งให้ด้วยสวยงาม

ประโยชน์
       เพื่อทราบปริมาตรของน้ำที่เราชั่ง

วิธีการนำมาใช้

-ใส่น้ำเข้าให้เต็ม เอามืออุดทางออกของน้ำไว้ก่อน
-วางมันบนพื้นระดับ แล้วปล่อยให้น้ำไหลไปจนระดับน้ำพอดีกับปากทางออกของน้ำ
-รองภาชนะรับน้ำไว้บริเวณปลายทางออกน้ำของกระบอก
-ค่อยๆใส่วัตถุที่ต้องการทดลองลงไปช้าๆ
-เมื่อใส่วัตถุเสร็จ รอจนน้ำหยุดไกลจากปลายทางออก วัดปริมาตรน้ำที่ไหลออกมาและนำไปคำนวณต่อ



ถ้วยยูเรก้า ,,,มหัศจรรย์อุปกรณ์วิทยาศาสตร์
         อุปกรณ์ที่แสนจะหาง่าย วิธีการทำก็ง่ายๆๆ  ใครที่สนใจอุปกรณ์ชิ้นนี้ สามารถทำเองได้โดยไม่ต้องพึงใคร..........................


วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สิ่งมีชีวิต คือ อะไร ?

สรุป บทเรียนวันที่ 01/07/56
         
            สิ่งมีชีวิต คืออะไรนะ.....
หลายคนอาจจะส่งสัยกับคำถาม  แต่บ้างคนไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งมีชีวิตคืออะไร ทั้งๆที่เราเป็นมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน  งั้นเรามาหาคำตอบกันเลยว่าสิ่งมีชีวิตคืออะไร

         สิ่งมีชีวิต  คือ สิ่งที่สามารถใช้สสารและพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเพื่อให้กระบวนการภายในดำเนินไปและดำรงอยู่ได้ และเมื่อดำรงอยู่ได้แล้วจะมีกระบวนการให้ดำรงอยู่ต่อไปได้โดยการสร้างสมาชิกที่เหมือนเดิมขึ้นหรือการสืบพันธ์

 สิ่งมีชีวิต ต้องมีลักษณะต่างๆ ดังนี้
  1. แมแทบอลิซึม
  2. การสืบพันธ์
  3. มีการเจริญเติบโต
  4. มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  5. มีการเคลื่อนไหว
  6. ต้องการสารอาหารและพลังงาน
  7. มีอัตลักษณ์
  8. การหายใจ
  9. อายุขัย
  10. พันธุกรรม
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
การจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต 
            พิจารณาจากความใกล้ชิดกันทางวิวัฒนาการเป็นหลัก มีการจัดหมวดหมู่ จากหมวดใหญ่ไปหาหมวดย่อยๆดังนี้
   kingdom ( อาณาจักร )
              phylam  (จำพวก )
                        class (ชั้น )
                                oder (ลำดับ )
                                       family  (วงค์ ) 
                                               genus (สกุล )
                                                        spccies (ชนิด )





kingdom biology
อาณาจักรของสิ่งมีชีวิต

วิทเทเคอร์ (R.H. WHITAKER) จำแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น 5อาณาจักร คือ 
  1. อาณาจักรมอเนอรา
  2. อาณาจักรโปรติสตา
  3. อาณาจักรพืช
  4. อาณาจักรฟังใจ
  5. อาณาจักรสัตว์